ตรวจ HPV ในผู้ชายสำคัญไหม? คำตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา HPV หรือ ไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมา (Human Papillomavirus) กลายเป็นประเด็นสุขภาพที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะในผู้หญิง เพราะเชื้อนี้เป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูก แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ผู้ชายก็สามารถติดเชื้อ HPV ได้เช่นกัน และยังมีโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว เพราะมักไม่มีอาการใด ๆ ปรากฏในระยะแรก ฉะนั้นเราจึงรวบรวมข้อมูลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อไขข้อสงสัยว่า ผู้ชายควรตรวจ HPV หรือไม่?, ตรวจอย่างไร?, ใครบ้างที่เสี่ยง? และ การป้องกันที่ดีที่สุดคืออะไร?

ตรวจ HPV ในผู้ชายสำคัญไหม? คำตอบจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

Love2test”></a></div>
<div class='code-block code-block-1' style='margin: 8px auto; text-align: center; display: block; clear: both;'>
<a href=“Quicky"

HPV คืออะไร?

HPV ย่อมาจาก Human Papillomavirus เป็นเชื้อไวรัสที่สามารถติดได้จาก การสัมผัสทางผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ โดยเฉพาะระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางทวารหนัก

เชื้อนี้มีมากกว่า 200 สายพันธุ์ โดยแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก คือ

  • สายพันธุ์เสี่ยงต่ำ (Low-risk HPV): เช่น HPV 6 และ HPV 11 มักทำให้เกิดหูดหงอนไก่ หรือหูดที่อวัยวะเพศ
  • สายพันธุ์เสี่ยงสูง (High-risk HPV): เช่น HPV 16 และ 18 ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งในหลายอวัยวะ เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องปาก และมะเร็งอวัยวะเพศชาย

HPV ถือเป็น ไวรัสที่พบบ่อยที่สุดในทางเพศสัมพันธ์ โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า มากกว่า 80% ของคนที่เคยมีเพศสัมพันธ์จะติดเชื้อ HPV อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต

“ChatLove2test"

ผู้ชายติด HPV ได้อย่างไร?

ผู้ชายสามารถติดเชื้อ HPV ได้จากการสัมผัสกับผิวหนังหรือเยื่อบุที่มีเชื้อไวรัส โดยไม่จำเป็นต้องมีการสอดใส่เสมอไป ซึ่งหมายความว่าแม้เพียง การสัมผัสผิวบริเวณอวัยวะเพศ ก็มีความเสี่ยงแล้ว

การติดเชื้อ HPV มักเกิดจาก

  • การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย
  • การมีคู่นอนหลายคน หรือคู่นอนที่ไม่ทราบประวัติสุขภาพ
  • การมีเพศสัมพันธ์ทางปากหรือทางทวารหนัก
  • การสัมผัสหูดหรือแผลที่เกิดจากเชื้อ HPV

HPV ในผู้ชายมีอันตรายแค่ไหน?

แม้ผู้ชายจำนวนมากที่ติดเชื้อ HPV จะไม่มีอาการใด ๆ และเชื้ออาจหายได้เองภายใน 1–2 ปี แต่ในบางราย เชื้อสามารถคงอยู่ในร่างกายและก่อโรคร้ายแรง ได้ เช่น

“PrEPLove2test"
  • หูดหงอนไก่ (Genital warts): เกิดจาก HPV สายพันธุ์ 6 และ 11 เป็นตุ่มนูนหรือแผลคล้ายหงอนไก่ บริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือปาก
  • มะเร็งอวัยวะเพศชาย (Penile cancer): พบได้ในผู้ชายที่มีการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 หรือ 18 ร่วมกับสุขอนามัยไม่ดี
  • มะเร็งทวารหนัก (Anal cancer): พบมากในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV
  • มะเร็งช่องปากและลำคอ (Oropharyngeal cancer): เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ HPV จากการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก

สิ่งที่น่ากังวล คือ ผู้ชายมักไม่รู้ว่าตัวเองมีเชื้อ และสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้โดยไม่รู้ตัว

ผู้ชายควรตรวจ HPV หรือไม่?

คำตอบคือ ควรตรวจ หากมีปัจจัยเสี่ยงหรืออยู่ในกลุ่มที่มีโอกาสติดเชื้อสูง

แม้ในปัจจุบัน การตรวจ HPV จะไม่ได้เป็นการตรวจสุขภาพประจำของผู้ชายทั่วไปเหมือนผู้หญิง แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ชายในกลุ่มเสี่ยงตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

กลุ่มที่ควรตรวจ HPV ได้แก่

  • ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM)
  • ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน หรือมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยาง
  • ผู้ที่เคยมีหูดหงอนไก่ หรือมีก้อนตุ่มผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศ
  • ผู้ติดเชื้อ HIV หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • ผู้ชายที่มีอาการผิดปกติบริเวณทวารหนัก เช่น เลือดออกหรือปวดขณะขับถ่าย

วิธีตรวจ HPV ในผู้ชาย

การตรวจ HPV ในผู้ชายทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่สงสัยว่ามีเชื้อ

  • การตรวจจากผิวหนังหรือเยื่อบุ (Swab Test) แพทย์จะใช้ไม้สวอบเก็บตัวอย่างจากบริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก เพื่อตรวจหา DNA ของเชื้อ HPV โดยเฉพาะสายพันธุ์เสี่ยงสูง
  • การตรวจด้วยกล้องขยาย (Anoscopy / Penoscopy) ใช้ในกรณีที่สงสัยว่ามีรอยโรคภายใน เช่น ในทวารหนักหรือปลายอวัยวะเพศ กล้องจะช่วยให้แพทย์เห็นรอยโรคได้ชัดเจนขึ้น
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (HPV DNA Test) เป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส HPV โดยตรง ซึ่งสามารถบอกได้ว่าเป็นสายพันธุ์ใด และอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงหรือไม่
  • การตรวจชิ้นเนื้อ (Biopsy) หากพบตุ่ม รอยแดง หรือแผลที่น่าสงสัย แพทย์อาจตัดชิ้นเนื้อขนาดเล็กไปตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันการติดเชื้อหรือภาวะมะเร็ง
การรักษาการติดเชื้อ HPV

การรักษาการติดเชื้อ HPV

แม้การติดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่จะหายได้เองภายใน 1–2 ปีโดยไม่ต้องรักษา แต่ในบางกรณีที่เชื้อยังคงอยู่ในร่างกายหรือเกิดรอยโรค แพทย์จะแนะนำการรักษาเฉพาะจุดเพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น มะเร็งในอนาคต โดยมีแนวทางการรักษามีดังนี้

  • การรักษาหูดหงอนไก่ (Genital warts)
    • ใช้ยาทา เช่น Podophyllin, Imiquimod หรือ TCA เพื่อทำลายเนื้อเยื่อของหูด
    • การจี้ด้วยความร้อนหรือไฟฟ้า (Electrocautery)
    • การจี้ด้วยไนโตรเจนเหลว (Cryotherapy) เพื่อทำให้เนื้อเยื่อหูดตายและหลุดออก
    • การใช้เลเซอร์ (Laser therapy) สำหรับหูดที่มีขนาดใหญ่หรืออยู่ในตำแหน่งเข้าถึงยาก
  • การรักษารอยโรคก่อนมะเร็ง (Precancerous lesions)
    หากตรวจพบความผิดปกติของเซลล์ เช่น บริเวณทวารหนักหรืออวัยวะเพศ แพทย์อาจพิจารณา
    • ตัดชิ้นเนื้อออก (Excision)
    • เผาทำลายด้วยคลื่นวิทยุ (Radiofrequency ablation)
    • หรือติดตามอาการอย่างใกล้ชิดพร้อมตรวจซ้ำเป็นระยะ
  • การรักษาเมื่อพบมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับ HPV
    เช่น มะเร็งอวัยวะเพศชาย มะเร็งทวารหนัก หรือมะเร็งช่องปาก แพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาตามระยะของโรค
    • การผ่าตัด (Surgery)
    • การฉายรังสี (Radiation therapy)
    • หรือการให้เคมีบำบัด (Chemotherapy) ร่วมกันในบางกรณี
  • การเสริมภูมิคุ้มกันและดูแลตนเอง
    • นอนพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
    • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์
    • ลดความเครียด เพราะภูมิคุ้มกันที่ดีมีส่วนช่วยให้ร่างกายกำจัดเชื้อได้เร็วขึ้น
  • การติดตามผลหลังการรักษา
    • ควรตรวจติดตามทุก 6–12 เดือน เพื่อประเมินว่าเชื้อหายหรือกลับมาใหม่หรือไม่
    • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าแพทย์จะยืนยันว่าไม่มีการติดเชื้ออีกต่อไป

การป้องกันการติดเชื้อ HPV ในผู้ชาย

แม้จะมีวัคซีน แต่การป้องกันตนเองก็ยังสำคัญที่สุด

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ถุงยางช่วยลดโอกาสติดเชื้อได้มาก แม้จะไม่ 100% เพราะเชื้อสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสผิวหนังรอบนอกได้
  • มีคู่นอนที่แน่นอน และตรวจสุขภาพทางเพศร่วมกัน
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป เพราะทั้งสองอย่างนี้ทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง และเชื้อ HPV อยู่ในร่างกายนานขึ้น
  • ตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ ผู้ชายที่มีพฤติกรรมเสี่ยงควรตรวจปีละ 1–2 ครั้ง เพื่อค้นหาเชื้อแต่เนิ่น ๆ

การฉีดวัคซีน HPV ในผู้ชาย

วัคซีน HPV ไม่ได้มีไว้สำหรับผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชายก็สามารถฉีดได้ และมีประโยชน์อย่างมากในการป้องกันโรคที่เกิดจากเชื้อ HPV

ชนิดของวัคซีน HPV ที่ใช้ในประเทศไทย

  • วัคซีน 2 สายพันธุ์ (Cervarix): ป้องกัน HPV 16 และ 18 (สายพันธุ์ก่อมะเร็ง)
  • วัคซีน 4 สายพันธุ์ (Gardasil): ป้องกัน HPV 6, 11, 16, 18 (ทั้งหูดและมะเร็ง)
  • วัคซีน 9 สายพันธุ์ (Gardasil 9): ป้องกันได้ถึง 9 สายพันธุ์ ทั้งสายพันธุ์เสี่ยงต่ำและเสี่ยงสูง

ช่วงอายุที่แนะนำ

  • องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ฉีดวัคซีน HPV ตั้งแต่อายุ 9–26 ปี
  • อย่างไรก็ตาม ผู้ชายอายุเกิน 26 ปีก็สามารถฉีดได้ หากยังไม่เคยติดเชื้อทุกสายพันธุ์ที่วัคซีนครอบคลุม

วัคซีนจะได้ผลดีที่สุด ก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก แต่แม้จะเคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว การฉีดก็ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อสายพันธุ์ที่ยังไม่ติดเชื้อได้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ HPV ในผู้ชาย

Q: ผู้ชายตรวจ HPV จากปัสสาวะได้ไหม?

A: ไม่แนะนำ เพราะเชื้อ HPV มักอยู่ในเยื่อบุ ไม่ได้อยู่ในทางเดินปัสสาวะ การตรวจด้วยการเก็บตัวอย่างจากอวัยวะเพศหรือทวารหนักจะให้ผลแม่นยำกว่า

Q: ติด HPV แล้วหายได้ไหม?

A: ส่วนใหญ่ร่างกายสามารถกำจัดเชื้อได้เองภายใน 1–2 ปี แต่บางรายเชื้ออาจคงอยู่และก่อโรคได้ ต้องติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

Q: การใช้ถุงยางป้องกันได้ 100% หรือไม่?

A: ไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด แต่ช่วยลดความเสี่ยงลงได้มากกว่า 60–80%

Q: ผู้ชายสามารถแพร่เชื้อให้ผู้หญิงได้ไหม?

A: ได้แน่นอน โดยเฉพาะหากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ซึ่งอาจทำให้ผู้หญิงเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูก

Q: ตรวจ HPV เจอเชื้อแล้วฉีดวัคซีนได้ไหม?

A: สามารถฉีดได้ เพราะวัคซีนจะช่วยป้องกันสายพันธุ์อื่นที่ยังไม่ติด

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตรวจเมื่อไร? และควรตรวจบ่อยแค่ไหน?

โรคหูดหงอนไก่ ป้องกันได้ หายขาดได้ ไม่อันตรายอย่างที่คิด

แม้ HPV จะเป็นเชื้อที่พบได้ทั่วไป แต่ ไม่ควรมองข้าม เพราะอาจนำไปสู่โรคที่ร้ายแรงได้ในอนาคต ผู้ชายเองก็มีความเสี่ยงไม่แพ้ผู้หญิง และยังสามารถเป็น พาหะ แพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว

การตรวจ HPV ในผู้ชายจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือมีคู่นอนหลายคน การตรวจและฉีดวัคซีนตั้งแต่เนิ่น ๆ คือวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันเชื้อและลดความเสี่ยงมะเร็งในอนาคต

สุขภาพทางเพศไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็น เรื่องของการรับผิดชอบต่อตนเองและคนที่คุณรัก

เอกสารอ้างอิง

  • World Health Organization (WHO). Human Papillomavirus (HPV) and Cervical Cancer. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). HPV and Men. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hpv/parents/hpv-and-men.html
  • American Cancer Society. HPV and Cancer in Men. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cancer.org
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลการฉีดวัคซีน HPV และการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
  • แนวทางการให้บริการวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ตามนโยบายเร่งรัด 100 วัน ของกระทรวงสาธารณสุข. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1484620231024034508.pdf

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า