เอชไอวีเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อที่โลกพยายามควบคุมมาอย่างยาวนาน แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะพัฒนาไปมาก แต่เด็กจำนวนหนึ่งยังคง เกิดมาพร้อมกับเชื้อเอชไอวี จากแม่ที่มีเชื้อ โดยไม่รู้ตัว และไม่ได้รับการป้องกันที่เหมาะสมก่อนคลอด ความจริงข้อนี้สร้างทั้งความกังวล ความรู้สึกผิด ความสับสน และคำถามมากมายให้กับครอบครัวจำนวนมาก
แต่ในปัจจุบัน สถานการณ์ของเด็กกลุ่มนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การรักษาก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด เด็กที่เกิดมาพร้อมเอชไอวีสามารถมีชีวิตที่ยืนยาว แข็งแรง ไปโรงเรียน เล่นกีฬา ประสบความสำเร็จในอาชีพ และมีชีวิตแบบเดียวกับเด็กทั่วไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ หากได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่วันแรก

เด็กเกิดมาพร้อมเอชไอวีคืออะไร?
เด็กที่เกิดมาพร้อมเอชไอวี คือเด็กที่ได้รับเชื้อเอชไอวีจากแม่ตั้งแต่ยังไม่ได้ลืมตาดูโลก ไม่ใช่เด็กที่ไป ติดเชื้อทีหลัง จากพฤติกรรมของตัวเอง แต่เป็น การติดเชื้อที่เกิดขึ้นตั้งแต่ในครรภ์ ระหว่างคลอด หรือช่วงให้นมแม่ โดยรวมเรียกว่า การถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก (Mother-to-Child Transmission – MTCT) ในเชิงการแพทย์ เด็กกลุ่มนี้จะมีเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกายตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ของชีวิต จึงต้องเริ่มเข้าสู่ระบบการรักษาเร็วกว่าใคร ๆ
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจ คือ
- เอชไอวีไม่ได้ทำให้หน้าตาเด็กเปลี่ยนไป เด็กที่เกิดมาพร้อมเชื้อไม่ได้มีลักษณะภายนอกที่บอกได้ว่า นี่คือเด็กติดเชื้อ เขาดูเหมือนเด็กทั่วไปทุกอย่าง กิน นอน เล่น หัวเราะ ร้องไห้ ไม่ต่างจากคนอื่นเลย
- อาการมักไม่ชัดในช่วงแรก ในวัยทารกหรือวัยเด็กเล็ก อาจยังไม่เห็นอาการเฉพาะของเอชไอวี เด็กบางคนแข็งแรงดีไปนานหลายปี หากไม่ได้ตรวจเลือดก็อาจไม่มีใครรู้ว่ามีเชื้ออยู่ในร่างกาย
- ความต่างอยู่ที่ การดูแลระยะยาว เด็กที่เกิดมาพร้อมเอชไอวีจำเป็นต้อง
- รับยาต้านไวรัส (ARV) อย่างสม่ำเสมอทุกวัน
- ตรวจเลือดเพื่อติดตามระดับไวรัส และภูมิคุ้มกัน
- ติดตามพัฒนาการด้านร่างกาย และสมองอย่างต่อเนื่อง
การรักษาในยุคนี้ก้าวหน้ามาก เด็กจำนวนมากที่เริ่มยาเร็ว และกินยาดี สามารถมีระดับไวรัส ตรวจไม่พบ และมีภูมิคุ้มกันแข็งแรงเหมือนเด็กทั่วไป
ดังนั้นปัจจุบันจึงมีเป้าหมายระดับโลกที่พยายามสื่อสารให้สังคมเข้าใจว่า เด็กที่เกิดมาพร้อมเอชไอวี ไม่ได้ถูกตัดอนาคตอีกต่อไป ถ้าเข้าถึงการรักษาเร็ว และต่อเนื่อง เขาสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรง มีงานทำ มีครอบครัว และมีชีวิตที่มีคุณภาพได้เหมือนคนทั่วไป โดยหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยพยายามผลักดันให้
- ผู้หญิงทุกคนได้รับการตรวจเอชไอวีระหว่างตั้งครรภ์
- เด็กที่มีความเสี่ยงทุกคนได้รับยาป้องกัน และตรวจเลือดอย่างเป็นระบบ
เพื่อให้ เด็กไม่มีใครต้องเกิดมาพร้อมเชื้อโดยไม่จำเป็น และในกรณีที่เด็กติดเชื้อแล้ว ก็ยังมีโอกาสสูงมากที่จะใช้ชีวิตอย่างปกติได้
สาเหตุสำคัญของการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก
แม้ปัจจุบันจะมีวิธีป้องกันการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูกที่มีประสิทธิภาพสูง จนลดโอกาสติดเชื้อได้เหลือไม่ถึง 1–2% หากทำครบขั้นตอน แต่ก็ยังมีเด็กบางคนติดเชื้อด้วยเหตุผลหลายอย่างร่วมกัน
- แม่ไม่รู้ว่าตัวเองมีเชื้อ เพราะไม่เคยตรวจระหว่างตั้งครรภ์ นี่คือสาเหตุสำคัญมาก
- ผู้หญิงบางคนอาจไม่รู้ว่าตัวเองเคยมีความเสี่ยง หรือเคยตรวจเอชไอวีมานานแล้ว
- เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ หากไม่ได้รับการตรวจเอชไอวีตามมาตรฐาน ก็จะไม่รู้ว่าตัวเองมีเชื้อ
- ในกรณีนี้ แม่จะ ไม่ได้เริ่มยาต้านไวรัสแต่เนิ่น ๆ และไม่มีการวางแผนการคลอดแบบลดความเสี่ยง ทำให้โอกาสถ่ายทอดเชื้อสูงขึ้นทั้งในช่วงตั้งครรภ์ และขณะคลอด
- แม่ไม่ได้รับยาต้านไวรัสสม่ำเสมอ แม้แม่จะรู้ว่าตัวเองติดเชื้อแล้ว แต่ถ้า
- ไม่ได้เริ่มยา
- หรือเริ่มแล้วแต่กินไม่สม่ำเสมอ ลืมบ่อย
- หรือหยุดยาเองเพราะกลัวผลข้างเคียง
- ระดับไวรัสในเลือดของแม่จะยังสูงอยู่ เมื่อไวรัสในร่างกายแม่เยอะ ความเสี่ยงที่เชื้อจะผ่านไปสู่ทารกทั้งในครรภ์ ขณะคลอด หรือช่วงให้นม ก็สูงตามไปด้วย
- เริ่มฝากครรภ์ช้า หรือไม่ได้ฝากครรภ์เลย การฝากครรภ์ตั้งแต่ไตรมาสแรกสำคัญมาก เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของ
- การตรวจเลือด รวมถึงตรวจเอชไอวี
- การเริ่มยาต้านไวรัสหากพบว่ามีเชื้อ
- การวางแผนการคลอด และการดูแลทารกหลังคลอด
- หากแม่มาฝากครรภ์ช้า เช่น ปลายไตรมาสสุดท้าย หรือไม่ฝากเลย
- เวลาที่เหลือสำหรับการกดไวรัสอาจไม่เพียงพอ
- ทีมรักษาอาจไม่มีโอกาสเตรียมแผนการคลอดที่ลดความเสี่ยงได้เต็มที่ ทำให้โอกาสถ่ายทอดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น
- ไม่มีมาตรการลดความเสี่ยงขณะคลอด ช่วงคลอดเป็นช่วงที่ เสี่ยงที่สุด เพราะ
- เด็กสัมผัสกับเลือด และสารคัดหลั่งของแม่โดยตรง
- หากระดับไวรัสในแม่ยังสูง การถ่ายทอดเชื้อยิ่งมีโอกาสมาก
- ในระบบที่มีการดูแลอย่างเหมาะสม แพทย์จะ
- ประเมินวิธีคลอด (เช่น ผ่าคลอดในบางกรณี)
- ให้ยาต้านไวรัสเสริมก่อนคลอดหรือระหว่างคลอด
- วางแผนการดูแลทารกทันทีหลังคลอด
- หากไม่มีมาตรการเหล่านี้ เช่น คลอดโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญ ไม่มีการใช้ยาตามแนวทาง ความเสี่ยงจะสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- ให้ลูกกินนมแม่โดยที่ตัวเองตรวจพบเชื้อ เพราะเชื้อเอชไอวีสามารถพบได้ในน้ำนมแม่
- ในบางประเทศที่มีนมผงปลอดภัย และสะอาด จะ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการให้นมแม่ หากแม่ติดเชื้อ และให้ใช้ทางเลือกอื่นแทน
- หากแม่มีเชื้อ และยังให้นม โดยที่ไม่ได้อยู่ในระบบการรักษาที่ควบคุมไวรัสอย่างดี หรือไม่ได้รับคำแนะนำ ก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ลูกอาจติดเชื้อเพิ่ม
- ระบบสาธารณสุขเข้าถึงยาก หรือไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ในบางพื้นที่
- แม่อาจอยู่ไกลจากโรงพยาบาล
- ไม่มีค่าเดินทาง
- กลัวถูกตีตราหากไปตรวจ
- หรือไม่มีข้อมูลว่าการรักษาช่วยลูกได้จริง
ทั้งหมดนี้ทำให้แม่ไม่เข้าถึงบริการตรวจ และรักษา หรือหลุดออกจากระบบกลางทาง ส่งผลให้ความเสี่ยงการถ่ายทอดเชื้อยังคงอยู่แม้โลกจะมียา และวิธีป้องกันที่ดีแล้วก็ตาม

ความเสี่ยงระหว่างช่วงตั้งครรภ์ และคลอด เป็น 3 ช่วงเวลาสำคัญ
การถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูกไม่ได้เกิดขึ้นแค่จุดใดจุดหนึ่ง แต่มีโอกาสเกิดได้ใน 3 ช่วงหลัก ๆ ซึ่งแต่ละช่วงมีลักษณะ และระดับความเสี่ยงต่างกัน
- ขณะตั้งครรภ์ (ในครรภ์) ระหว่างที่ทารกอยู่ในครรภ์ เชื้อเอชไอวีสามารถ
- ผ่านรกไปสู่ทารกได้ หากระดับไวรัสในเลือดแม่สูง
- ความเสี่ยงช่วงนี้โดยรวมไม่สูงเท่าตอนคลอด แต่ถ้าแม่ไม่เคยรักษาเลย หรือเพิ่งเริ่มรักษาช้ามาก ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น
- การควบคุมระดับไวรัสของแม่ให้ต่ำ (หรือถึงขั้นตรวจไม่พบ)
- ช่วยลดโอกาสที่เชื้อจะผ่านทางรก
- ช่วยให้ทารกมีสภาพแวดล้อมในครรภ์ที่ปลอดภัยขึ้น
- ขณะคลอด – จุดที่เสี่ยงที่สุด ช่วงคลอดเป็นช่วงที่มี โอกาสถ่ายทอดเชื้อสูงที่สุด เพราะ
- ทารกต้องผ่านช่องคลอดที่มีเลือด และสารคัดหลั่งจำนวนมาก
- หากมีการฉีกขาดหรือมีแผลในช่องคลอด ความเสี่ยงยิ่งสูงขึ้น
- ทารกมีเยื่อบุที่บอบบาง ง่ายต่อการรับเชื้อ
- มาตรการลดความเสี่ยง เช่น
- การกดไวรัสของแม่ให้เหลือต่ำมากก่อนคลอด
- การวางแผนผ่าคลอดในบางกรณีที่เหมาะสม
- การให้ยาป้องกันเพิ่มเติมช่วงก่อน-ระหว่างคลอด
- ช่วยลดโอกาสที่เชื้อจะส่งต่อจากแม่ไปสู่ลูกในช่วงนี้ได้อย่างมาก
- ระหว่างให้นมแม่ เชื้อเอชไอวีสามารถพบในน้ำนมแม่ได้
- ถ้าแม่ยังมีระดับไวรัสสูง แม้จะดูแลช่วงตั้งครรภ์ และคลอดดีแล้ว แต่ถ้ายังให้นมโดยไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง เด็กก็ยังมีความเสี่ยงในช่วงวัยทารก
- ในบางประเทศที่มีทรัพยากรพร้อม จะ แนะนำไม่ให้นมแม่เลย เพื่อปิดช่องทางการติดเชื้อ
- ในบางบริบทที่นมผงไม่ปลอดภัยหรือมีข้อจำกัด อาจให้แม่กินยาต้านไวรัสอย่างเข้มงวด ควบคุมไวรัสให้ต่ำมาก แล้วบริหารความเสี่ยงร่วมกับประโยชน์ของการให้นมแม่
การรักษาของเด็กที่เกิดมาพร้อมเอชไอวีทำอย่างไร?
หัวใจของการดูแลเด็กที่เกิดมาพร้อมเชื้อเอชไอวี คือ ความเร็ว + ความต่อเนื่อง
- เริ่มยา ARV ตั้งแต่วันแรก (หรือภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังคลอด) ทันทีที่ทีมแพทย์ทราบว่าแม่มีเชื้อ
- เด็กจะได้รับ ยาป้องกัน หรือ ยาต้านไวรัสขนาดสำหรับทารก ภายในไม่กี่ชั่วโมง
- เป้าหมายคือ กดระดับไวรัสตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ให้เชื้อเพิ่มจำนวนในร่างกายเด็ก
- หากภายหลังตรวจพบว่าเด็กติดเชื้อจริง การรักษานี้จะต่อเนื่องไปในรูปแบบ ยาต้านไวรัสเต็มสูตร เพื่อควบคุมโรคให้ดีที่สุด
- ตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอ เด็กที่เกิดจากแม่ที่มีเชื้อจะ khôngสามารถใช้การตรวจ Antibody แบบคนทั่วไปในช่วงแรกได้ เพราะ แม่อาจถ่ายทอด ภูมิคุ้มกัน (แอนติบอดี) ผ่านรกมาสู่ลูก ทำให้ผลตรวจของลูกอาจยังบวกอยู่แม้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าติดเชื้อหรือไม่ ทำให้จึงต้องใช้การตรวจชนิดเฉพาะ เช่น
- การตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส (PCR) โดยจะตรวจเป็นระยะ เช่น
- เมื่ออายุประมาณ 1 เดือน
- 2 เดือน
- 4–6 เดือน และตรวจต่อเนื่องตามแนวทางของแต่ละประเทศ
- เป้าหมาย คือ
- ยืนยันว่าติดเชื้อจริงหรือไม่
- ประเมินผลของการรักษา
- ปรับการรักษาหากจำเป็น
- การตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส (PCR) โดยจะตรวจเป็นระยะ เช่น
- ติดตามการเติบโต และพัฒนาการ เด็กที่อยู่ร่วมกับเอชไอวีต้องการการติดตามเช่นเดียวกับเด็กทั่วไป แต่มีการ ดูละเอียดขึ้น เช่น
- ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เป็นระยะ เพื่อดูว่าร่างกายเติบโตดีไหม
- ประเมินพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว การพูด การเรียนรู้
- ดูว่ามีผลข้างเคียงจากยา เช่น เบื่ออาหาร ท้องเสีย หรือปัญหาจากตับ/ไตหรือไม่
- หากพบความผิดปกติ
- แพทย์อาจปรับสูตรยา
- เพิ่มการดูแลด้านโภชนาการ
- ส่งต่อผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กเพิ่มเติม
- การดูแลด้านจิตใจ และสังคม แม้ร่างกายจะดี แต่ ใจ และ สภาพแวดล้อม ก็สำคัญไม่แพ้กัน
- เด็กอาจเริ่มตั้งคำถามเมื่อโตขึ้นว่า ทำไมเราต้องกินยาทุกวัน?
- บางคนอาจรู้สึกแตกต่างเมื่อรู้ว่าตัวเองมีเชื้อ
- ครอบครัวอาจกังวลว่าจะเล่าเรื่องนี้ให้ลูกฟังเมื่อไร และอย่างไร
- จึงมักมีทีมสหวิชาชีพช่วยดูแล เช่น
- นักจิตวิทยา
- นักสังคมสงเคราะห์
- กลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน (peer support)
- เพื่อให้เด็ก
- รู้สึกว่าตัวเอง ไม่ผิดปกติ
- มีคนให้คำปรึกษา
- มีพื้นที่ปลอดภัยในการพูดถึงความกลัวหรือความกังวล
- ผลลัพธ์ในยุคปัจจุบัน – จากโรคร้ายสู่โรคเรื้อรังที่ควบคุมได้ ด้วยการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงในปัจจุบัน
- เด็กที่เกิดมาพร้อมเอชไอวีจำนวนมากสามารถมีระดับไวรัสต่ำจน ตรวจไม่พบ (Undetectable)
- ภูมิคุ้มกันดี ไม่เจ็บป่วยบ่อย
- เรียนหนังสือ ทำงาน และใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป
- หลายคนเติบโตเป็นผู้ใหญ่
- ทำงานในสายอาชีพที่ต้องการ
- มีคู่ชีวิต
- วางแผนมีลูกอย่างปลอดภัยภายใต้การดูแลของทีมแพทย์
เด็กที่เกิดมาพร้อมเอชไอวีสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนเด็กทั่วไปหรือไม่?
คำตอบ คือ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เด็กที่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดมักมีสุขภาพแข็งแรงเหมือนเด็กทั่วไป พวกเขาสามารถ:
- ไปโรงเรียน
- เล่นกีฬา
- มีเพื่อน
- ประสบความสำเร็จในงานที่รัก
- มีความฝัน และชีวิตที่เต็มไปด้วยโอกาส
ความสำเร็จเหล่านี้เป็นไปได้เพราะยา ARV ช่วยทำให้ ตรวจไม่พบไวรัส ซึ่งเรียกว่า U=U (Undetectable = Untransmittable) หมายความว่าถ้าระดับไวรัสต่ำจนตรวจไม่พบ เขาจะไม่แพร่ไวรัสให้ใครเลย
ความท้าทายที่เด็กเหล่านี้ต้องเผชิญ
แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะพัฒนา แต่เด็กที่เกิดมาพร้อมเอชไอวีต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน เช่น
- การต้องกินยาอย่างต่อเนื่อง ต้องกินยาทุกวันไม่ให้ขาด เพื่อควบคุมระดับไวรัส
- ความกังวลด้านจิตใจ หลายคนต้องเผชิญความกลัว ถูกตีตรา หรือไม่อยากให้เพื่อนรู้
- ข้อมูลผิด ๆ ในสังคม สังคมยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเอชไอวี เช่น คิดว่า ติดง่าย หรือ อันตรายมาก
- ปัญหาครอบครัวหรือเศรษฐกิจ บางครอบครัวไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการพาเด็กติดตามนัดตรวจรักษา
- การถูกล่วงละเมิดสิทธิ์ เด็กบางคนอาจถูกเลือกปฏิบัติในโรงเรียนหรือชุมชน

ความหวังใหม่ในปัจจุบันถึงอนาคตที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
แม้จะมีความท้าทาย แต่โลกกำลังมุ่งหน้าไปสู่การ ยุติการติดเชื้อในเด็กแรกเกิด ด้วยเทคโนโลยี และมาตรการใหม่หลายอย่าง เช่น
- ยาต้านไวรัสรุ่นใหม่ที่ปลอดภัยกว่าเดิม เด็กสามารถใช้ยาเม็ด น้ำเชื่อม หรือสูตรใหม่ที่มีผลข้างเคียงต่ำลงได้
- ยาแบบฉีดระยะยาว (Long-Acting ARV) อนาคตเด็กอาจไม่ต้องกินยาทุกวัน ลดความเครียด และเพิ่มคุณภาพชีวิต
- ระบบตรวจเร็ว (Early Infant Diagnosis – EID) ช่วยตรวจพบไวรัสในเด็กได้เร็วยิ่งขึ้น ทำให้เริ่มรักษาได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังคลอด
- ระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งขึ้นทั่วโลก หลายประเทศลงทุนในโครงการป้องกันการถ่ายทอดเชื้อแม่สู่ลูก (PMTCT) อย่างจริงจัง
- ความตระหนักรู้ในสังคมเพิ่มขึ้น มีคนพูดถึงเอชไอวีในเชิงสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ลดการตีตรา และเปิดรับมากกว่าเดิม
บทบาทสำคัญของครอบครัวในการสนับสนุนเด็ก
ครอบครัวคือหัวใจสำคัญที่สุดของการดูแลเด็กที่เกิดมาพร้อมเชื้อเอชไอวี การสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่
- พาเด็กตรวจตามนัด
- ให้กำลังใจ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
- สร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่ตีตรา
- สอนให้เด็กดูแลตัวเอง และกินยาตรงเวลา
- สื่อสารกับบุคลากรทางการแพทย์
- ปกป้องเด็กจากการถูกเลือกปฏิบัติ
เด็กที่มีครอบครัวคอยสนับสนุนมีโอกาสเติบโตอย่างมั่นคงมากกว่าอย่างชัดเจน
โรงเรียน และสังคมมีบทบาทอย่างไร?
เด็กที่เกิดมาพร้อมเชื้อเอชไอวีควรได้รับการปฏิบัติเหมือนเด็กทั่วไปอย่างสมบูรณ์ สถานศึกษา และสังคมควร
- ไม่เปิดเผยข้อมูลของเด็ก
- ไม่แบ่งแยกหรือกีดกัน
- ให้ความรู้เกี่ยวกับเอชไอวีอย่างถูกต้อง
- สร้างบรรยากาศปลอดภัย ไม่ล้อเลียน
- สนับสนุนโครงการลดการตีตรา
การสร้างสังคมที่เข้าใจคือหัวใจสำคัญของการทำให้เด็กเติบโตอย่างมั่นใจ
เด็กเกิดมาพร้อมเอชไอวีสามารถมีอนาคตแบบใด?
ปัจจุบัน เด็กที่เกิดมาพร้อมเอชไอวี
- เรียนจบมหาวิทยาลัย
- ทำงานในหลายอาชีพ เช่น แพทย์ ครู วิศวกร
- แต่งงาน และมีครอบครัว
- มีลูกได้อย่างปลอดภัย หากระดับไวรัส ตรวจไม่พบ
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติในปัจจุบัน เพราะการรักษาทำให้เอชไอวีกลายเป็นโรคเรื้อรังที่ควบคุมได้เหมือนโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
แม่ติดเชื้อเอชไอวี ตั้งครรภ์ได้ไหม ลูกจะเสี่ยงแค่ไหน?
ตรวจให้ชัวร์ รู้สถานะชัด คำตอบสำหรับการป้องกันเอชไอวีที่มีประสิทธิภาพ
เด็กที่เกิดมาพร้อมเชื้อเอชไอวีในวันนี้ ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยโรคเหมือนในอดีตอีกต่อไป ด้วยการรักษาที่มีประสิทธิภาพ และการเริ่มยาอย่างทันท่วงที เด็กสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแรง มีพัฒนาการเหมือนเด็กทั่วไป การสนับสนุนจากครอบครัว และการเข้าถึงความรู้ที่ถูกต้องยังช่วยให้เขามีความมั่นใจในการใช้ชีวิต ขณะเดียวกัน การลดการตีตราจากสังคมทำให้เด็กเหล่านี้สามารถเรียนหนังสือ เข้าทำงาน และสร้างอนาคตได้อย่างเต็มศักยภาพ วันนี้ อนาคตของเด็กที่เกิดมาพร้อมเอชไอวีจึงเป็นอนาคตที่สดใส และเต็มไปด้วยโอกาสไม่ต่างจากใครในสังคม
เอกสารอ้างอิง
- World Health Organization (WHO). Mother-to-Child Transmission of HIV. ข้อมูลแนวทางการป้องกันและลดการถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.who.int/health-topics/hiv#tab=tab_2
- UNAIDS. Children and HIV: Fact Sheet. รายงานสถานการณ์เด็กที่มีเชื้อเอชไอวีทั่วโลกและความก้าวหน้าด้านการรักษา [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.unaids.org
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Preventing Perinatal HIV Transmission. คู่มือและมาตรฐานการป้องกันการถ่ายทอดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์และคลอด [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.cdc.gov/hiv/group/pregnantwomen/index.html
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก. ข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองหญิงตั้งครรภ์และแนวทางการรักษา [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th
- สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.). สิทธิการรักษาและแนวทางดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวีและทารกแรกเกิด. ข้อมูลนโยบายและสิทธิการรักษาในระบบสาธารณสุขไทย [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.nhso.go.th



